เกรียนไม่เกรียน ยังคงเป็นประเด็น : จอห์น วิญญู

ทรงผมนักเรียนไทย

หมายเหตุ : บทความและภาพประกอบนี้นำมาจาก “รวมมิตรบทความ “จอห์น วิญญู-คำ ผกา-อ.นิธิ” จัดหนักประเด็นการเมืองเรื่องทรงผม” http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1358812437&grpid=03&catid=03 โดยขอยกแค่บทความของ “จอห์น วิญญู” ที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 18-24 มกราคม 2555 (ไม่กล้าเอาบทความของ คำ ผกา และ อ.นิธิ มาเพราะของเขาแรงครับ 555) ซึ่งพูดถึงเรื่องการยกเลิกการตัดเกรียน-ไว้ติ่ง รวมไปถึงเครื่องแบบนักเรียน-นักศึกษา ตอนปี 2555 ส่วนตัวเห็นว่าน่าสนใจและตรงกับเหตุการณ์ช่วงนี้ (คือปี 2556 นี่แหละ) จึงขอนำบทความนี้มาแปะไว้อ่านเล่นกันดู

ยังคงเป็นประเด็นอยู่ครับ ในวาระสั่นสะเทือนความมั่นคงระดับชาติ

คือการที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการให้ยกเลิกกฎบังคับนักเรียนชายให้ตัดผมเกรียน

และนักเรียนหญิงสามารถเลือกที่จะไว้ผมยาวหรือผมสั้นก็ได้—

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีสถานีวิทยุโทร.มาถามความเห็นของผมอยู่

สังคมออนไลน์ก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อยู่อย่างฟ่างฝาง

ความน่าสนใจมันอยู่ที่ระดับความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” องคนที่พ้นวัยเกรียนไปแล้ว จำนวนมากที่แสดงออกมาผ่านการประชดประชันการแสดงความ”เป็นห่วง”หรือบางทีไป ไกลถึงขนาดข่มขู่กันแบบ”ลอยๆ”เลยทีเดียว ว่านี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของจุดจบของความดีงามในสังคมไทย

ว่าไปนั่น

โทษนะครับพี่ครับ—เค้าแค่อนุญาตให้เด็กไว้ผม “รองทรง” ได้เท่านั้นเองแค่ไม่ ต้องไถเกรียนสามด้านข้างหน้า5เซนติเมตรเท่านั้นกรุงโรมของพี่จะถล่มทลายเลย เชียว เล่นใหญ่อีกแระ

สังคมเรายังเหมือนเดิมอยู่นั่นแหละครับไม่ต้องตกใจน้า แต่ช้าแต่—เรายังเป็นสังคมที่รัฐ “ยังคง” ยืนยันที่จะยื่นจมูกเข้ามากำหนดว่าเด็กชายเด็กหญิงวัยรุ่นในโรงเรียนจะไว้ผมทรงไหนได้บ้างน่ะ ยังอยู่จ้า เค้ายังอยู่

การเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังในแนวที่จะเรียกได้ว่า “สะเทือน” พื้นฐานของสังคมสุดเพอร์เฟ็กต์ของท่านได้นั้น กระทรวงศึกษาธิการจะต้องออกมาบอกว่า “เฮ้ย — หัวกบาลใครหัวกบาลมันว่ะ เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หัวของเอ็ง ข้าไม่เกี่ยว” นั่นแหละ กลุ่มผู้อนุรักษ์ความ “เหมือนเดิม” ถึงควรออกมาร้องแรกนะครับ

นี่แค่ออก “อนุญาต” ให้เด็กมันไว้ผมได้ยาวขึ้นอีกนิดหน่อย

ยังคงยึดมั่นถือมั่นกับอำนาจที่จะ “อนุญาต” ได้เหมือนเดิม ทั้งๆ ที่เป็นหัวกบาลของมัน มิได้หนักหัวกบาลของใครแต่อย่างใด

ไม่ต้องกังวลนะครับ หานมอุ่นๆ กินแล้วเข้านอนกอดตุ๊กตาหมีหลับให้สบาย เลิกหมกมุ่นนะตัวเธอว์!

จอห์น วิญญู ไม่ใช่คนประเภทได้คืบจะเอาศอกหรอกนะครับ ผมก็ดีใจกับน้องๆ ด้วย ที่ต่อไปนี้คุณจะได้มีอ็อพชั่นเพิ่มขึ้นในชีวิตบ้าง บางคนอาจจะสบายใจขึ้นที่ไม่ต้องเปลืองตังค์ตัดผมบ่อยๆ บางคนอาจจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น บางคนอาจจะเลือกตัดผมเกรียนอย่างเดิมเพราะสบายหัว แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นทางเลือกของเราเอง

การที่เราได้รู้สึก ว่าเรามีทางเลือกนั้นเป็นความรู้สึกที่สำคัญมากนะครับเพราะเมื่อเลือกแล้วก็ ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เลือกต้องอยู่กับมันให้ได้โยนความผิดให้คนอื่นก็ ลำบากเพราะเลือกเอง

ใจจริงของผมน่ะเชื่อว่าเมื่อยังอยู่ในวัยเรียน เด็กไม่ควรจะถูกบังคับในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกอะไรเลยด้วยซ้ำในเมื่อวัย เรียนคือวัยแห่งการเรียนรู้ (แม้การเรียนรู้จะเกิดขึ้นต่อไปตลอดชีวิตก็ตาม เรียนรู้ให้ได้เยอะที่สุดตั้งแต่ตอนเรียนอยู่มันจะเป็นอะไรไป) ก็ควรจะได้เรียนรู้เรื่องการแต่งตัว แฟชั่น ภาพลักษณ์ และ กาลเทศะ ไปเลย จะไม่เป็นการเสียเวลานะครับ

ผมเห็นว่าช่วงเวลาแห่งการเป็นเด็ก หรือเป็นวัยรุ่นนั้นถ้าเด็กไทยได้ลองผิดลองถูกกับเรื่องการแต่งตัว ทำผม ไว้ผม และแฟชั่นเสีย เราจะมีผู้ใหญ่ที่แต่งตัวเก่ง แต่งตัวเป็น มีความสร้างสรรค์ และรู้จักกาลเทศะอย่างแท้จริงเพิ่มขึ้นอีกเยอะ นับเป็นคุณูปการต่อตลาดแรงงาน วงการแฟชั่น วงการบันเทิง และความสุขโดยรวมของประชากรเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนคนแต่งตัวผิดๆ แต่งตัวแย่ๆ แต่งตัวไม่เป็น แต่งตัวไม่ถูกกาลเทศะ ไม่รู้จักให้เกียรติสถานที่หรือคนอื่นจะลดลงจนน่าปลื้มใจมากทีเดียว

ไม่ใช่โตขึ้นมารู้จักแต่ว่าแต่งตัวดีต้องแบรนด์เนมไม่มีตังค์ก็ไปดิ้นรนหาของ ก๊อปปี้แต่งตัวอะไรก็แต่งตามๆกันเข้ากับสภาพอากาศหรือไม่ก็ไม่รู้เข้ากับรูป ร่างและบุคลิกหรือไม่ก็ไม่รู้ผู้ชายบางคนโตจนใกล้แก่ยังไม่เข้าใจคำ ว่า “สุภาพ” ไม่มีคอนเซ็ปต์เรื่องการให้เกียรติคนอื่นด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ เหมาะสม พวกนี้คงเก็บกดมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษเห็นแล้วก็เศร้าใจ

เช่นเดียวกับการอนุญาตให้เด็กหญิงวัยแรกแย้มเริ่มรู้จักกับเครื่องสำอางและอุปกรณ์ดูแลความสวยความงามซะตั้งแต่เริ่มเป็นสาว

ไม่ ใช่ว่าห้ามกันแทบตายจนเข้ามหาวิทยาลัยได้เท่านั้นแหละโรงงิ้วแทบแตกไม่มีใคร เลือกรองพื้นสีที่ถูกต้องกับสีผิวหน้าตัวเองได้ซักคนเดียว

สยองอ่ะน้องเอ๊ย

และนี่ไม่ใช่ความผิดของน้องด้วยซ้ำไป

ใน สหรัฐอเมริกาเด็กหญิงมัธยมเป็นมนุษย์จำพวกที่แต่งหน้าเยอะที่สุดครับเพราะ เพิ่งเริ่มรู้จักกับเครื่องสำอางก็ประโคมกันเข้าไปแบบไม่บันยะบันยังแถมแต่ง ตัวกันจัดมาก

หลายคนโชว์เนื้อหนังกันอย่างเต็มที่คืออีกนิดเดียวข้า น้อยก็หัวใจจะวายอยู่แล้วล่ะแต่พอก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยหญิงสาวเหล่า นั้นก็จะ “เบาลง” ครับ

ทั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหรอกนะ แต่มันเหมือนได้ปล่อยผีไปเรียบร้อยแล้ว และได้ประสบกับความเข้าใจว่า ความพอดีสำหรับตัวเองนั้นมันเป็นอย่างไร ทำแค่ไหนจึงสวยพอดี แต่งตัวแค่ไหนถึงจะดูสวยแบบแพง ไม่ใช่สวยแบบถูกๆ หรือ สักแต่ว่าจะโชว์

คนเราต้องผิดพลาดมาก่อนครับ ถ้าไม่เคยทำผิดเลยแสดงว่ายังไม่เคยลองทำอะไรเลย

แล้วมันจะดีแค่ไหนถ้าได้เริ่มเรียนรู้เร็ว ไม่ใช่โดนเก็บดองไว้ให้เปลือกนอก “เป็นเด็ก” เพื่อสร้างความสบายใจให้กับผู้ใหญ่ให้นานที่สุดเพื่อที่จะมาปล่อยผีกันลับหลังหรือเมื่อถึงเวลาที่ผู้ใหญ่ “เห็นสมควร” เท่านั้น

อย่าอยู่กันในความฝันมากนักเลยครับ

เวลาพูดมากๆ ในความฝัน เค้าเรียกเพ้อ

เผลอตื่นเต้นมากไป จนลุกมาออกท่าออกทางทั้งๆ ที่หลับ เค้าก็เรียกละเมอ

จบนะครับ สวัสดีครับ

2 comments / Add your comment below

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *