ทางเลือก-ทางรอด ‘ช่อง 3 จอดำ’

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2557 หน้า 9

กลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเสียแล้ว กับการหาข้อสิ้นสุดของการดำเนินธุรกิจของ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือช่อง 3 ต่อไปหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีคำสั่งทางปกครองให้ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี นำช่อง 3 ในระบบอนาล็อก ออกจากการให้บริการบนโครงข่ายของตน

มาวันนี้ท่าทีล่าสุดของทางช่อง 3 ดูเหมือนจะยังคงจุดยืนการให้บริการช่อง 3 อนาล็อก บนทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีต่อไปโดยไม่ให้จอดำ พร้อมทั้งยังอยากยึดแผนธุรกิจเดิมในการให้บริการต่อไปคือ การให้บริการช่องรายการแก่ประชาชนจำนวน 4 ช่องต่อไป ทั้ง 1 ช่องอนาล็อก และ 3 ช่องทีวีดิจิตอล

สำหรับทางออกของทางช่อง 3 ในเวลานี้ เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว เหลือทางเดินเพียงไม่กี่ทางเท่านั้น ประกอบด้วย

1. ช่อง 3 ยอมออกอากาศคู่ขนานด้วยรายการเหมือนกันทั้งหมดบนทีวีอนาล็อกและทีวีดิจิตอล

2.ช่อง 3 ยอมออกอากาศคู่ขนานรวมกันทั้งทีวีอนาล็อกและทีวีดิจิตอล เฉพาะในบางรายการเท่านั้น

3.ยอมปล่อยให้ช่อง 3 อนาล็อกบนทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีจอดำ และให้บริการช่อง 3 อนาล็อก ผ่านการรับชมได้ทางเสาหนวดกุ้งและก้างปลาเท่านั้น

4.ขอใบอนุญาตทีวีดาวเทียมและใบอนุญาตเคเบิลทีวีในระบบบอกรับสมาชิก เพื่อออกอากาศบนทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีได้ แต่ทางช่อง 3 ต้องยอมลดเวลาโฆษณาจาก 10-12 นาทีต่อชั่วโมง เหลือ 5-6 นาทีต่อชั่วโมง

5.ลุ้นให้วันที่ 17 กันยายน บอร์ด กสทช.มีคำสั่งยกเลิกมติบอร์ด กสท. ที่ให้มีคำสั่งทางปกครองแก่ช่อง 3 หรือมาตรการเยียวยาให้ออกอากาศในรูปแบบเดิมได้ในช่วงเวลาจากนี้

และ 6.ลุ้นให้ศาลปกครองกลางมีมติยกเลิกมติบอร์ด กสท. ที่มีมติให้ช่อง 3 สิ้นสุดการเป็นทีวีที่ให้บริการเป็นการทั่วไป

อย่างไรก็ดี ในมุมของนักวิชาการด้านทีวีดิจิตอลเอง ก็ได้ให้ความเห็นที่สนใจไว้เช่นกัน

นายสิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านทีวีดิจิตอล เจ้าของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ดิจิตอล อิน ไทยแลนด์ กล่าวว่า เรื่องช่อง 3 จอดำ หากมองในภาพรวมจากอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ถือเป็นสื่อในอันดับต้นๆ เป็นช่องแม่เหล็กที่ประชาชนในความนิยมสูง หากจอดำด้วยค่ำสั่งจาก กสทช. ที่จะทำให้คนดูช่อง 3 อนาล็อกผ่านทีวีดาวเทียมและเคเบิลที่มีอยู่ 70% ในประเทศดูไม่ได้

เชื่อว่าจะสร้างผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ต่อสังคมอย่างแน่นอน เพราะในมุมของคนดู ที่ไม่เกี่ยวข้องจากทางข้อพิพาท หรือการดำเนินธุรกิจ แม้ตามทางทฤษฎีจะไม่เกี่ยวข้องกับทางสิทธิของประชาชนก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ ทั้งช่อง 3 และ กสทช. ควรหันหน้าเข้าหากัน เพื่อการเจรจาไปสู่ทางออกที่เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย หรืออาจจะให้ช่อง 3 ยอมออกอากาศคู่ขนานทั้งหมด หรือรายการใดรายการหนึ่งไปยังช่อง 3 ที่มีอยู่บนทีวีดิจิตอล เช่น ช่อง 3 เอสดี หรือ ช่อง 3 เอชดี

นายสิขเรศกล่าวว่า จากสถานการณ์เวลานี้ ส่วนตัวเห็นว่ายังเป็นเรื่องยากที่จะรู้ผล ที่แต่ละฝ่ายจะหาจุดลงตัวร่วมกันได้ เบื้องต้นทั้ง 2 ฝ่ายลดการพูดหรือเผยแพร่ข้อความที่เป็นการปลุกปั่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเฮทสปีช รวมทั้งเลิกหน่วงเวลาออกไปเรื่อยๆ จากการฟ้องร้องหรือแนวทางใดก็ตาม เพราะยิ่งนานเข้าประชาชนก็ยิ่งได้รับผลกระทบและไม่มีใครที่จะได้เป็นฝ่ายชนะ เพราะต้องไม่ลืมอีกด้วยว่า อายุสัมปทานช่อง 3 เองก็เหลืออีกแค่ 6 ปี อายุตำแหน่ง กสทช.ก็มีเพียงแค่ 6 ปี และอายุใบอนุญาตทีวีดิจิตอลก็มีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น

นายปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากการที่ช่อง 3 จอดำคือ การที่คนดูช่อง 3 บนทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี จะไม่ได้ดูช่อง 3 แน่นอน ส่วนในมุมช่อง 3 เมื่อคนดูหายไปเป็นจำนวนมาก ผลกระทบที่ตามมาคือ ยอดค่าโฆษณาก็จะต้องลดลงในปริมาณมากเช่นกันตามจำนวนคนดู ในกรณีนี้เชื่อว่าท้ายสุด ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ช่อง 3 จะต้องหาวิธีทำอย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้จอดำ และเพื่อให้ช่อง 3 สามารถดำเนินการธุรกิจของตนเองต่อไป

นายปิยะบุตร กล่าวว่า สำหรับแนวทางออกของปัญหา เบื้องต้นอยากให้มองว่า ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงในครั้งนี้คือ ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือมัสต์แคร์รี่ ที่เป็นเครื่องมือของ กสทช. ในการกำกับว่าช่องรายการใดสามารถออกอากาศอะไรได้ที่ไหนอย่างไรบ้าง ทั้งที่ประกาศฉบับดังกล่าวมีจุดเริ่มที่ไม่ถูกต้องจากการแก้ไขไม่ให้ฟุตบอลยูโร 2010 จอดำเท่านั้น ฉะนั้นทางออกของปัญหาคือ ต้องให้ กสทช.ยกเลิกมัสต์แคร์รี่ และปล่อยให้ตลาดขับเคลื่อนไปด้วยตัวเอง โดยหากยังไม่ยกเลิก อนาคตอาจมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

“ในทางวิชาการ กสทช.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล มีหน้าที่เพียงแค่ตัดสินใจกำกับดูแลไม่ให้ใครออกนอกลู่นอกทางเท่านั้น ไม่มีหน้าที่สั่งให้อุตสาหกรรมทำอะไรที่กระทบต่อตลาด หรือสั่งใครออกอากาศแบบไหนอย่างไร แต่สิ่งที่ กสทช.ทำในเวลานี้ จะเห็นได้ว่า เหมือน กสทช.วางตัวเป็นซีอีโอบริษัท และผู้ประกอบในการกำกับดูแลของตนเองเป็นเพียงแผนกหรือลูกน้องเท่านั้น ซึ่งมันผิดต่อโมเดลการกำกับดูแล” นายปิยะบุตรกล่าวทิ้งท้าย

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *