Work-Life Balance

ที่มา : https://www.facebook.com/azniamo/posts/10204585457336549

เคยสัญญาไว้ว่าจะพูดเกี่ยวกับคำๆนี้
Work-Life Balance
แฮ่ม! เขียนเป็นคำไทยเก๋ๆก็ …
“ความสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิต”
หืม เขาไม่ได้แปลแบบนี้กันเหรอ?
โทษที ผมแปลสดมั่วๆเองเลยนะ

บทความนี้ยาว 7,735 ตัวอักษร
กรุณาตัดสินใจให้ดีก่อนอ่านต่อ
แต่อ่านจนจบ ดีกว่าไม่อ่านแน่นอน (มั้ง?)

เข้าเรื่องเลย
สมมุติเกริ่นนำแบบนี้ก่อนนะ …
นาย A ถามนาย B ว่า “เฮ้นาย …ชีวิตเป็นไงบ้าง?”
นาย B อาจจะตอบออกไปโดยพลการ
“ก็ดีนะ แต่ช่วงนี้วุ่นวายว่ะ งานเยอะ”
ครับ… นาย B เอาเรื่องงาน มาเป็นประเด็นของคำตอบ (ที่ถูกถามถึงเรื่องชีวิต)

อ่ะทีนี้ …นาย B ถามนาย A กลับบ้าง
“เออ แล้วแกอ่ะ ชีวิตเป็นไง?”
นาย A ก็ตอบ “ok แหล่ะ แต่ช่วงนี้กุเบื่อเมีย”
ครับ… นาย A เอาเรื่องคู่ครอง มาเป็นประเด็นของคำตอบ

จริงๆถ้ายกตัวอย่างไปเรื่อยๆ
เราก็จะได้คำตอบหลากหลาย
“ก็ดี แต่เรียนหนักมาก” (เรื่องเรียน)
“ไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เลย เบื่อ ไม่ค่อยได้เที่ยว” (เรื่องกิจกรรมสันทนาการ)
“พึ่งแต่งงาน สามีเอาใจดี๊ดี” (เรื่องสถานะการแต่งงาน)

สังเกตได้ว่า เราไม่อาจตอบว่าชีวิตเป็นยังไง
จากการมองเข้าไปในความว่างเปล่า
อย่างน้อย ก็ต้องมองไปที่สัก “บทบาท” ใดบทบาทนึงในชีวิต

พ่อแม่พี่น้องฉันเป็นยังไง? (บทบาทสมาชิกในครอบครัว)
เพื่อนๆที่ทำงานของฉันเป็นยังไง? (บทบาทสมาชิกในออฟฟิศ)
แฟนยังรักกันดีอยู่มั้ย? (บทบาทในฐานะแฟน)
กิจกรรมเพื่อสังคมประสบความสำเร็จดีไหม? (บทบาทในฐานะนักกิจกรรม)

เวลาเราจะต้องคิดเกี่ยวกับชีวิตเราเอง ว่าตอนนี้เป็นยังไง
(ว่าง่ายๆก็คือตอนโดนถามนั่นแหล่ะ…)
เรามักจะนึกถึง “บทบาทเด่นๆ” ในชีวิต ณ ตอนนั้น
อย่างมาก ถ้าไม่ 1 บทบาท
ก็อาจจะ 2 บทบาท
ถ้าเกินกว่านั้น อาจต้องขอเวลาเพื่อนในการคิดคำตอบ 5 นาที

แต่ในชีวิตจริงๆ
เราดำรงอยู่ในสังคมที่มีบทบาทที่เยอะมาก
อันตัวเราเองนี้ก็มีบทบาทมากมายเต็มไปหมด
จำแนกเอาแค่บทบาทที่สำคัญๆออกมา บางคนปาไป 10 บทบาท
บางคนมีบทบาทนี้ด้วยนะ “บทบาทนักท่องเที่ยว”
เอาน่ะ ก็เขาจริงจังเรื่องนี้…
บางคนในชีวิตมหาลัย
นอกจาก “บทบาทนักศึกษา”
ก็ต้องเพิ่ม “บทบาทรองประธานรุ่น”
สถานที่เดียวกัน อาจทำให้คุณมีบทบาทในชีวิตมากกว่า 2

พอชีวิตมีหลายบทบาท
อะไรตามมาครับ?
การประเมินตัวเองมันตามมา
อยู่ในรูปของค่าเฉลี่ย “ความก้าวหน้า และความสำเร็จ” ของแต่ละบทบาทหน้าที่ที่เรารับผิดชอบอยู่ สำเร็จหลายๆเรื่องก็มีความสุขมากหน่อย ทำผิดพลาดในหลายๆเรื่อง ก็มีความทุกข์มากหน่อย
กล่าวโดยสรุปคือ คุณภาพงานของแต่ละบทบาท โดยรวมๆแล้ว…
“มันกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณได้ไง”
แต่ผมขอเดานะ
คงไม่มีใครอยากสอบตกในหน้าที่ในบทบาทใดบทบาทนึงหรอก
คงไม่มีใคร อยากใช้ชีวิตเป๋ๆ
เป๋ไปบ้างาน ทิ้งลูกเมีย
เป๋ไปบ้ากิจกรรม ทิ้งการเรียน
เป๋ไปบ้าความรักหนุ่มสาว ทิ้งเพื่อน
คือ ไอตอนเป๋น่ะ มีความสุขดีอยู่หรอกครับ!
แต่พอถอยออกมา มองเห็นตัวเองว่า เฮ้ย! นี่เราใช้ชีวิตเป๋ๆ
มันไม่มีใครสบายใจนักหรอกครับ

แนวคิดของ Work-Life Balance มันจะมาสำคัญก็ตรงนี้แหล่ะ
หลักการของ Work-Life Balance คือการทำให้ชีวิตของคุณ…
เป็นชีวิตที่มีความสมดุล และ มีคุณภาพ
อ่ะแฮ่ม! ถ้าแปลจากชื่อ Work-Life Balance
เราจะมองเห็นเพียงแค่ 2 บทบาทที่สำคัญ
คือ บทบาทในหน้าที่การงาน
และ บทบาทในฐานะเจ้าของร่างกายและจิตใจเราเอง
แต่ในความเป็นจริง เกือบทุกบทบาทที่คุณให้ความสำคัญ
มัน “ส่งผลกระทบ” การใช้ชีวิตของคุณในแง่ของ Work-Life Balance ทั้งหมดแหล่ะครับ

คำว่า Work-Life Balance มันเลยมีมิติที่ต้องพิจารณามากกว่าที่เราคิดไว้เยอะครับ
คำว่า Work-Life Balance จึงไม่ใช่แค่คำพูดสำหรับใช้เพื่ออ้างความชอบธรรมของตัวเอง
หลายๆคน เวลาที่มีใครบางคนชี้หน้าด่าคุณว่า บทบาทใดบทบาทนึงของคุณมันถึงจุดตกต่ำนะ คุณจะงัดคำๆนี้ขึ้นมาแทบจะทันที (งัดมาอ้างในใจ) ว่า ฉันไม่ใช่คนที่ยอมทุ่มเทกับบทบาทนึง แล้วทิ้งให้อีกบทบาทมันตกต่ำหรอกนะ ฉันยึดหลัก Work-Life Balance เฟ้ย!!
…ครับ …แล้วคุณรู้ได้ไงว่า ชีวิตของคุณกำลังก้าวหน้าอย่างสมดุลในทุกๆด้าน?
คุณเอาความรู้สึกมาวัดหรือเปล่าครับ?

ลักษณะของการใช้คำๆนี้พร่ำเพรื่อ เพื่อให้เหตุผลป้องกันอัตตาตัวเอง
ผมขอเรียกว่ามันคือ Fake Work-Life Balance แล้วกันครับ
ด้วยเหตุผลที่มันไม่สามารถ “จับต้องได้” จริงๆ

ตัว Work-Life Balance จะจับต้องได้จริงนั้น
จะต้องวัดผลได้ในเชิงปริมาณและคุณภาพครับ
ต้องมีเป้าหมาย
มีสมมุติฐาน
มีแผนปฏิบัติการ
มีวิธีวัดผลและประเมินผล
ไม่ต่างกับงานวิจัยเชิงปฏิบัติการขนาดย่อมเลยครับ
(เออ ก็ตลกดี หลายคนยอมทำงานวิจัยเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่เคยแม้แต่จะวิจัยเชิงวิชาการกับชีวิตตัวเองเลย พวกเค้าเอาแต่เดาเข้าข้างตัวเองว่าชีวิตกำลังไปได้ดี)

เราจะรู้กันได้ไงว่า Balance ได้เกิดขึ้นจริงๆในทุกๆ Role หรือ “บทบาท”?
การปฏิบัติการเพื่อรู้แจ้ง และทำให้คำๆนี้มันเวิร์คขึ้นมาจริงๆ
ผมขอเรียก การกระทำเพื่อสร้าง balance เช่นนี้ว่า …
“Practical Work-Life Balance” ละกัน
“สมดุลชีวิตที่ทำได้จริงในเชิงปฏิบัติ” แปลมั่วเองอีกแล้วขอรับ

แนวคิดเชิงปฏิบัติเหล่านี้ จริงๆมันไม่ได้มีวิธีตายตัว
ขอแค่ยึดอยู่ในหลักการที่เน้นพัฒนาและเพิ่มประสิทธิผลให้กับบทบาททุกๆด้าน
แบบชนิดที่ว่า มีเป้าหมาย มีแผนปฏิบัติ และมีการประเมินผล/ปรับปรุง ได้จริง

1 ในวิธี Work-Life Balancing ที่ผมเคารพรักที่สุดได้มาจากหนังสือ
“7 habits of highly effective”
ซึ่งเป็นโคตรปรมาจารย์ของต้นตำรับหนังสือ how to ที่ทั่วโลกยอมรับ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงคำว่า Work-Life Balance โดยตรงแต่มันเอามาเหมารวมว่าเป็นเรื่องเดียวกันได้ครับ เพราะมันคือการพัฒนาทุกๆบทบาทในชีวิตของเราไปพร้อมๆกันทุกด้าน อย่างสมดุลกัน เกื้อหนุนกัน จริงๆจังๆครับ

วิธีการคือ
1. หากระดาษมา 1 แผ่น เขียน Role ในชีวิตทั้งหมด ที่คุณกำลังจดจ่อ และให้ความสำคัญอยู่กับมัน ถ้าเขียนออกมาได้เกิน 10 roles ลดยังไงก็ได้ ให้เหลือแค่ 5 role พอครับ เพราะเรากำลังจะมาเพิ่มความก้าวหน้าให้กับบทบาทที่สำคัญจริงๆในชีวิตเรา

2. เปิด excel เลยครับ นั่งตีตารางแยกเป็นแผนการชีวิตรายสัปดาห์ (รายสัปดาห์ก็พอครับ รายเดือน รายปี ถือว่ายาวไป) แบ่งเป็นส่วนให้กรอก บทบาทสำคัญ 5 บทบาท และที่ว่างให้กรอกเป้าหมายระดับสัปดาห์ของแต่ละบทบาท และด้านบนให้ใส่วันจันทร์ถึงอาทิตย์ลงไป เว้นเป็นตารางว่างไว้เพื่อใส่ “กิจกรรม” ที่ต้องทำแต่ละวันครับ

ข้อ 2 เนี่ย จะออกแบบ template excel เอง
หรือจะพึ่งพา app ก็ได้ครับ
ผมแนะนำ app นี้เลย https://app.weekplan.net/

3. ใส่เป้าหมายรายสัปดาห์ ของทุกๆบทบาทลงไป บังคับว่า ทั้ง 5 บทบาท คุณต้องมีเป้ารายสัปดาห์ขั้นต่ำ 3 เป้าหมาย โดยแต่ละเป้าหมาย “ห้าม” เป็นงานด่วนเด็ดขาด (งานด่วน ให้ใส่ลงไปใน schedule รายวันแยกไป อย่าปนกัน) แต่เป้าหมายของแต่ละบทบาทนี้ ต้องเป็นงาน “ไม่ด่วน” แต่ “สำคัญมากๆ ต่อพัฒนาการของบทบาทนั้นๆ” ครับ

4. ทยอยเอา เป้าระดับสัปดาห์ ของแต่ละบทบาท ไปใส่ในแต่ละวันที่คุณคิดจะบังคับให้ตัวเองต้องทำให้เสร็จภายในวันนั้นๆครับ เป้าหมายอันไหนไม่แน่ใจ ปล่อยค้างไว้ที่ช่องเป้าหมายก่อนก็ได้ บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องบีบตัวเองในแง่ของเวลามากเกินไปครับ เพราะมันจะส่งผลให้เรา “เอือม และ ล้า” ในแผนงานของเราเสียก่อน

5. ประเมินผลทุกๆสัปดาห์ ว่าแต่ละบทบาท มีคะแนนพัฒนาการ(จากกิจกรรมสำคัญ ที่วางเป้าหมายไว้) ขนาดไหน และตั้งเป้าหมายใหม่ของทุกบทบาท ทุกๆสัปดาห์เช่นกัน

หลักการมีแค่นี้ครับ คือ ถ้าคุณทำกิจกรรมในทุกๆบทบาท ในแต่ละสัปดาห์ให้สำเร็จลุล่วง ดีใจด้วยครับ คุณกำลังอยู่ในโมเมนตั้มที่ดีของการสร้าง Work-Life Balance

แต่ในแง่การลงมือทำ
มันเป็นอะไรที่หินมากๆ ยากจนเข็ดขยาดเลย
จากแค่คำง่ายๆว่า Work-Life Balance มันจำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?
ถ้าคุณใช้คำๆนี้เพื่ออ้างความสบายใจ ก็ไม่จำเป็นครับ
แต่ถ้าคุณจะใช้คำๆนี้ ชี้เป็นชี้ตายชีวิตของคุณแบบจับต้องได้
มันก็ควรจะเป็นอะไรที่วัดผลได้จริงใช่ไหมครับ
และทุกๆบทบาท ควรจะมีพัฒนาการที่เพิ่มพูนขึ้น
ให้สมกับวัยของเราที่อายุเพิ่มขึ้นทุกปี
ผมพูดไม่ผิดใช่ไหม?
แต่ผมรู้ว่า ใครได้ลองปฏิบัติตามดู
จะร้องจ๊ากเลย ลำบากมาก
ต้องมีวินัยมาก
ต้องจิตแข็งมาก
ต้องเผชิญกับกิเลสมาก
กว่าจะผ่านแต่ละกิจกรรมบังคับ ของทุกๆบทบาท แต่ละสัปดาห์ได้
ครับ! ผมเข้าใจ
นี่แหล่ะครับ คำว่า Practical Work-Life Balance มันเป็นแบบนี้นะฮะ
มันไม่ใช่วัดกันที่ “ความรู้สึก”
เพราะความรู้สึกจะโกหกเราเสมอ เพื่อให้เราเน้นทางสบาย
เราจะคิดไปเองว่าแบบนี้ล่ะ balance ละ
เพราะชีวิตฉันสบายในหลายๆด้าน
แล้วเราก็เผลอเอาคำๆนี้ไปเป็นข้ออ้างตลอด

ผมไม่เคยอ่านพุทธประวัติ หรือเส้นทางของผู้ประสบความสำเร็จ
แล้วพบว่าทางสายกลาง หรือทางสายสมดุลใดๆ
มันเป็นงานชิลๆนะ
มันเป็นงานที่ต้องใช้วินัย มีการฝึกทำเป็นกิจวัตร และความบากบั่น มากกว่าคนปกติเสียอีก

คนบ้างาน แล้วชีวิตพัง
เทียบกับ คนที่ใช้ชีวิตแบบ practical work-life balance แล้ว
คุณภาพการใช้เวลา และ วินัยของการจัดการชีวิต
แตกต่างกันมาก อันหลังทำได้ยากกว่ามาก บอกเลย

บ้างาน หรือ บ้าครอบครัว หรือ บ้าเสพหาความสุข
เหล่านี้ทำง่ายครับ แค่ทิ้งบทบาทด้านอื่นๆในชีวิตให้ตกต่ำลง
แล้วเอาเวลามาทุ่มเทแค่บทบาทเดียว โอย …แป๊บๆก็สำเร็จแล้ว

คิดดูกันให้ดีก่อนจะพูดถึงคำว่า Work-Life Balance ให้คนอื่นฟังครับ
Work-Life Balance ของคุณจับต้องได้ไหม?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *